Search

Road trip in New Zealand with baby: พาลูกวัย 8 เดือนนั่งเครื่องบิน 12 ชม. เดินทางไป New Zealand

ทริปนี้เริ่มต้นมาจากตัวจ๋าเอง ที่คิดถึงนิวซีแลนด์มากๆ และอยากกลับไป หลังจากที่ไม่ได้กลับไปปีกว่าๆ ตั้งแต่คลอดก็ตั้งใจไว้ว่าจะพาลูกไปให้ได้เร็วที่สุด จนในที่สุดก็ได้พาไปช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2018 ที่ผ่านมานี้ ตอนนั้นลูกอายุ 8 เดือนย่าง 9 เดือนค่ะ


ปัญหามีขึ้นตั้งแต่ตอนจอง เพราะเราคิดกันไว้ว่าจะทำการแลกตั๋วการบินไทย จาก Bangkok-Auckland ชั้นโดยสาร Business class แต่ทำให้แผนนี้ต้องล้มเลิกไป เพราะการบินไทยใช้เครื่องบิน Boeing 787-9 ในการบิน ทำให้เด็กทารกต้องนั่งบน Car seat และเสียค่าใช้จ่าย 85% (จากเดิมเสียแค่ 15%) และราคาที่ call centre แจ้งมา ณ ตอนนั้นคือ 8 หมื่นบาทกว่าๆ จำตัวเลขหลักอื่นไม่ได้ เพราะพอได้ยิน 8 หมื่นก็ตกใจจนหูอื้อไปหมดเลยค่ะ


แต่ยังค่ะ เราก็ยังไม่ละความพยายาม ก็ขอวางสาย และพยายามดูราคาด้วยตัวเองบนเวปไซต์ของการบินไทย ระหว่างนั้นผัวเมียก็พึมพัมกันว่า เอ๊ะ! มันจะ 8หมื่นได้ไงฟละ!!! ปรากฎว่า บนเวปไซต์ก็ยังคิดราคา 15% เท่านั้น อ่าว! ทำไม call centre บอกว่า 75% ล่ะ! ก็เอาใหม่ โทรไปใหม่ บอกพนักงานไปว่า เนี่ยเราเห็นราคามาแบบนี้ แต่ทำไมพอโทรจองแล้วแพงกว่า ทำไมกันนะ? พนักงานก็หายจากสายไปประมาณ 5 นาที กลับมาพร้อมกับบอกว่า จะเป็นราคา 75% ค่ะ เพราะว่าเด็กต้องนั่ง car seat นั่นหมายถึงว่าเด็กจะต้องมีที่นั่งของตัวเองไปเลย...อึ้งอีก 1 รอบ


ครั้งนี้เลยถามกลับไปว่า “เอ้ แล้วถ้าหากว่าเราจองตั๋วผ่านทางเวปไซต์ด้วยราคา 15% สำหรับทารกไปโดยที่ไม่ได้โทรมาถามก่อน ก็ได้เหมือนกันใช่ไหมคะ? แล้วเราจะรู้ได้ยังไงคะว่าเด็กต้องใช้ car seat? เพราะไม่มีตรงไหนบนเวปไซต์แจ้งเลยค่ะ”


พนักงานก็เลยตอบกลับมาว่า “ตอนที่ check in พนักงานจะแจ้งเรื่อง car seat และชำระเงินในส่วนต่างเพิ่ม หรือ อาจจะไม่ต้องก็ได้ค่ะ”


ฟังแล้วก็เผลออุทานไปว่า “เห้ย แบบนี้ก็ได้เหรอ” คือเราสามารถไปเสี่ยงดวงที่เคาร์เตอร์เช็คอินได้ด้วยเหรอ ตอนนั้นงงมากๆ แต่ด้วยความที่อยากรู้เหตุผลว่าทำไมเด็กต้องนั่ง car seat ก็ได้คำตอบว่า เครื่อง Boeing 787-9 บน Business class เป็นระบบ safety แบบใช้ air bag ก็เลยต้องให้เด็กนั่ง car seat เพื่อความปลอดภัย...ฟังจบก็เข้าใจเรื่องความปลอดภัยอยู่ แต่ที่ไม่เข้าใจคือ ข้อมูลบนเวปไซต์ กับ call centre ไม่ตรงกันเลย แถมถ้าจองบนเวปไซต์ก็ต้องไปลุ้นเอาตรงหน้าเคาร์เตอร์อีก


งงมากๆ จบเรื่องการจองตั๋วนี้ไปแบบงงๆ และเราก็ไม่เคยนั่ง Business กับเด็กทารกมาก่อน ก็ไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วมันยังไงกันแน่ สุดท้าย จบด้วยการแลก Economy สำหรับผู้ใหญ่ และซื้อตั๋วให้ลูก จบแบบเพลียๆ และทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้หาคำตอบว่า สรุปแล้วมันยังไงกันแน่ ใครรู้ช่วยทิ้ง comment ไว้นิดนึงนะคะ


ผ่านเวลาไป ก็ลืมๆเรื่องตั๋ว และก็มาถึงวันเดินทาง ทุกอย่างราบรื่นปกติดีเลยค่ะ เป็นลางสังหรณ์ที่ดี จนกระทั่งขึ้นไปบนเครื่องแล้วเจอที่นั่งสภาพนี้


เซ็งเลย เพราะไม่ได้คิดว่าจะมีกำแพงกั้นระหว่าง seat แบบนี้ ที่น้่งแบบนี้ทำให้เราต้องอุ้มลูกนอนแนวตั้งเท่านั้น ก็พยายามคิดในแง่บวกว่า เอาน่ะ ลูกหลับละ เดี๋ยวก็โอเค แต่ผ่านไปแค่ 1 ชม. เท่านั้นแหละ ตื่นและร้อง เพราะนอนไม่ถนัด อยากจะนอนราบก็นอนไม่ได้ หัวโขก บิดไปบิดมา ตื่น! พอตื่นก็หลับยาก และเพิ่งนอนได้แค่ 1 ชม. ก็เลยทำให้งอแงๆ ตอนนั้นดูเวลา โอ้ยยย ยังไม่ถึง 2 ชม. เลย เหลืออีก 10 ชม. จะทำยังไงล่ะทีนี้!


เลยแก้ปัญหาด้วยการ เอาเท้าพาดกับกำแพงทำให้ตัวเองนอนราบที่สุดเท่าที่ทำได้และให้ลูกนอนทับเราอีกที โอ้ย ทรมานสุดๆ เมื่อยหลังมาก แต่ก็ต้องทำเพื่อให้ลูกนอน จะได้ลดความงอแง และก็ได้ผลอยู่ แต่ด้วยวัยนั้นต้องการที่จะเล่น พอนอนได้ 5-6 ชม. ก็ตื่น พวกเราผ่านมาได้ครึ่งทาง ยังเหลืออีกครึ่งนึง

คราวนี้ก็ต้องพ่อแม่ พาแห่ทั่วเครื่องบิน เล่นกับคนโน้นคนนี้ จนถึงเวลาหลับอีกรอบ งานนี้ต้องขอบคุณสามีมาก ที่ช่วยพาไปเล่น ทำให้ตัวจ๋าเองได้หลับบ้าง และเรา 2 คนพ่อแม่ ก็เอาตัวรอดจนถึง Auckland กันจนได้ ปลื้มปริ่มมาก


มีเรื่องขำๆระหว่างที่คนอื่นๆกำลังเดินลงออกจากเครื่อง จ๋าพาลูกใส่เป้อุ้มแบบหันหน้าออก และเราอยู่ตรงทางออกพอดี ทำให้ลูกได้ยิ้มกับทุกคนที่กำลังเดินลง เหมือนว่าเป็น flight attendant เลย เป็น moment ที่ชอบมาก แต่ไม่ได้ถ่ายรูป หรือวิดิโอไว้เลย


ถึงสนามบินเราก็นั่งแท็กซี่เข้าเมือง ไปยังที่พักของเราที่อยู่ในตัวเมือง ซึ่งเป็น serviced apartment และมีวิวที่สวย กระจกใหญ่ๆ ให้ลูกได้เกาะดูวิว และเป็นพื้นพรม ซึ่งในตอนนั้นลูกชอบคลานมากๆ ทำให้เขาได้คลานอย่างสนุกเลย

บรรยากาศจากบน serviced apartment ที่เราจะพักกันที่นี่ค่ะ


ถึงแล้วคึกมากๆ ไม่มีท่าทีของความเหนื่อยล้าใดๆทั้งสิ้น


ที่เราไป New Zealand รอบนี้กัน ไม่ได้ตั้งใจจะไปเที่ยวเยอะๆ แต่ไปใช้ชีวิตกับเด็กทารกสะมากกว่า กิจกรรมหรือสถาที่ที่ไปก็ไม่ได้เยอะมาก อย่างวันแรกที่ไปถึงเป็นวันเกิดจ๋าพอดี ก็เลยไปกินข้าวกันที่ร้าน The Crab Shack ร้านโปรดของจ๋าตั้งแต่สมัยที่อยู่ที่นี่เลยค่ะ


วันอื่นๆก็เน้นเดินเล่นในเมือง, ไปเล่น scooter ไฟฟ้า, ไปกิน bubble tea ร้านโปรด, ทำงานอยู่ที่โรงแรม และพาลูกไปเล่นโน้นนี่กัน เป็น 4 คืนแรกที่สนุกดีค่ะ และลูกไม่มีอาการ Jet lag เลยแม้แต่นิดเดียว!

พอวันสุดท้ายที่ Auckland เราก็เช่ารถ เริ่มต้น Road Trip บนเกาะเหนือกันค่ะ จุดหมายแรกคือ เมือง Tauranga เป็นเมืองที่อยู่ริมทะเล ฝั่ง West Coast เมืองนี้มีนักท่องเที่ยว local เยอะเหมือนกันค่ะ อยู่ที่นี่เราก็ยังสบายๆกันเหมือนเดิมค่ะ ลูกอยากนอนก็พาไปนอน ลูกไม่นอนเราก็พาไปเที่ยวกัน


ระหว่างทางแวะพักที่ museum ในเมืองเล็กๆ


ไปนั่งกิน Fish&Chips ริวทะเล และวันถัดมาไปเดินเล่นแถวๆ Mount Maunganui อากาศและบรรยากาศดีมากๆ ส่วนตัวแล้ว ถ้ารองจาก Queenstown ก็คือ Mount Maunganui นี่แหละค่ะ ที่จ๋าชอบมากๆ โดยเฉพาะในวันที่อากาศดีๆแบบนี้

บรรยากาศใกล้ๆโรงแรมที่เมือง Tauranga ค่ะ จะเป็นริมน้ำ เหมาะกับการพาเด็กๆมาเดินเล่นเลยค่ะ

เดินเข็นลูกริวทะเล ใต้ต้นไม้ อากาศดีๆ ไร้ฝุ่น PM2.5 ดีมากจริงๆ

แวะกินอาหารกันที่ร้าน Dixie’s Brown อร่อยมาก แต่ราคาอาหารที่นี่โหดกว่าเมืองอื่นๆพอสมควรเลยค่ะ

แล้วเราก็พาลูกเดินขึ้นเขาเล็กๆ ไปนั่งเล่นชมวิวกันบนภูเขาเล็กๆ ชิวมากๆ

ด้วยความที่วัยนี้ชอบคลานมากๆ การปล่อยให้ลูกได้คลาน ได้ดึงหญ้า ได้สัมผัสสิ่งของบนพื้นใหม่ๆ ทำให้ลูกได้เรียนรู้ธรรมชาติได้เยอะเลยค่ะ และที่สำคัญคือเขาจะได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง สิ่งที่เรา 2 คนทำก็คือ คอยมองไม่ให้เขาเอาหินเข้าปาก หรือว่ากินกิ่งไม้ก็เท่านั้นเองค่ะ นอกนั้นปล่อยให้เขาเล่นเต็มที่เลย

บรรยากาแถวๆ Mount Maunganui

เล่นจนหมดแรงหลับไปเลยทีเดียว


ระหว่างการ road trip ของเรานั้น ก็มีดราม่า car seat นิดหน่อย ตรงที่ถ้าไม่หลับจะไม่ยอมเลย แต่ขับรถที่ New Zealand ยังไงก็ต้องนั่ง เพราะผิดกฎหมาย วิธีการแก้ปัญหาของเราก็คือ ต้องขับและจอดพักบ่อยๆ ให้ลูกพัก และแต่ละช่วงการขับจะไม่เกิน 1 ชม. ถ้ามากกว่า 1 ชม. จะเริ่มมีปัญหาละ

ไล่ยาวจาก Auckland - Tauranga เมืองต่อมาที่เราจะหยุดพักก็คือ Taupo เมืองนี้ก็ไม่มีอะไรมาก เน้นมาชิลๆ กันที่ Lake Taupo และ Huka Falls

ระหว่างทางไป Taupo เราแวะกันที่เมือง Rotorua ไปเที่ยวสถานที่ Redwood Forest

แวะเที่ยวที่ Huka Falls ลูกตื่นเต้นมากๆ ด้วยความที่เสียงของน้ำดังมาก และมีเด็กๆเยอะ

ที่เมืองนี้เราพักกันที่ Hilton Taupo ค่ะ บรรยากาศดีมากๆ ลูกพักผ่อน พ่อกับแม่ก็ทำงานทางไกลกันไปค่ะ

ก่อนที่เราจะย้ายเมืองต่อไป ก็แวะถ่ายรูปที่ Lake Taupo กัน วิวสวยมากๆ


จาก Taupo เมืองถัดมาที่เราแวะก็คือ Palmerston North เมืองนี้จ๋าเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เกือบ 5 ปี! ผูกพันกับเมืองนี้ (ประเทศนี้) มากๆ ความรู้เหมือนได้กลับบ้าน มาเมืองนี้ก็เน้นไปกินร้านที่ชอบ ไปเดินเล่นริมน้ำที่ชอบ และเยี่ยมเพื่อน ก็แค่นั้นเลยค่ะ เมืองนี้เหมาะกับการมาใช้ชีวิตสะมากกว่าที่จะมาเที่ยวแบบเอาจริงเอาจัง

ที่เมือง Palmerston North ในวันอากาศดีๆ แนะนำเลยค่ะว่าให้ไปที่ Wind Farm วิวสวยมากๆ และเด็กๆจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับกังหันลม และได้เห็นวัว และแกะเต็มไปหมดเลยค่ะ

และมานั่งเล่นกับลูกริม Manawatu River บรรยากาศ สงบ ไร้ฝุ่น ลูกแฮปปี้มากกก เพราะมีดอกไม้บนพื้นหญ้าให้คลานเยอะมากๆ


ต่อมา เมืองสุดท้ายของเกาะเหนือที่เราแวะ ก็คือ Wellington เมืองนี้เป็นจุดเปลี่ยนของลูก คือ ลูกหยุดร้องไห้กับ car seat เพราะที่ผ่านมา นั่งนานมากกก และเยอะมาก บวกกับพยายามคุยกับลูก อธิบายให้ฟังสารพัด จนกระทั่งหยุดร้องไห้! พ่อกับแม่นี่สบายใจขึ้นเยอะเลยค่ะ และหลังจากนี้คือเที่ยวสนุกมากขึ้นเยอะ

วิวจากโรงแรม Mercure Wellington


คราวที่แล้วที่พาคุณเพิทมาคือเรา road trip กันที่เกาะใต้ไปทั่วแล้ว ครั้งนี้ก็เลยแค่แวะเยี่ยมน้องสาวคนสนิทที่ Christchurch และไปพักผ่อนเต็มๆ 1 สัปดาห์ที่ Queenstown สนุกและมีความสุขมากๆ เพราะได้เจอคนสนิทที่รู้ใจ และได้กลับไปที่ Queenstown อีก (ลืมบอกว่า เมื่อปี 2017 ก็ไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียวที่ Queenstown ประมาณ 3 เดือนได้ค่ะ) Queenstown เป็นเมืองที่จ๋ารักมากอีกเมืองนึง มาทีไรก็มีความสุขและสบายใจทุกครั้ง อยากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ไปเลย

เดินเล่นในเมือง Christchurch นิดๆหน่อยๆ


จากที่ Christchurch มา Queenstown นั้น เราได้เปลี่ยนแผนกระทันหันเลยค่ะ เพราะว่าลูกนั่งรถมาไกลมาก ตั้งแต่ Auckland และเราก็เคย road trip กันแล้วที่เกาะใต้ เลยเปลี่ยนมาเป็นการนั่งเครื่องบินไป บินแว๊บเดียวถึงเลยค่ะ


มาถึงที่พัก นั่งแท๊กซี่ไปที่โรงแรม ครั้งนี้ก็อีกเหมือนเคย เราเลือกพักที่ Hilton Queenstown Resort เลือกไม่ผิดเลยจริงๆ บรรยากาศดีมากๆ และเงียบสงบ พนักงานก็บริการดีมากค่ะ เราพักกันที่ 7 คืนเต็มๆ

วิวจากห้องพัก Hilton

นั่ง water taxi เข้าไปในเมืองกันค่ะ ลูกตื่นเต้นมาก เพราะเรือวิ่งเร็วมากๆ

บรรยากาศเมือง Queenstown สวยไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ มากี่ครั้งก็ยังรักที่นี่เหมือนเดิม ตรงนี้พาลูกเดินเล่นได้ยาวๆเลยค่ะ สูดอากาศกันให้เต็มที่

ในเมืองมีสนามเด็กเล่น และสนามผู้ใหญ่เล่นอยู่ติดๆกัน มีสวนสาธารณะ มี lake มี cafe ที่กาแฟดีๆเยอะเลยค่ะ

ส่วนนึงที่ตั้งใจพาลูกมาที่นี่ก็เพราะว่าอากาศ และสภาพแวดล้อมอื่นๆ ที่ลูกสามารถออกไปเล่น พาไปเดินเล่นในสวน เพื่อสูดอากาศดีๆ อีกเยอะแยะมากมาย รู้สึกคิดไม่ผิดที่พามาค่ะ และจะมาอยู่นานขึ้นเรื่อยๆแน่นอน

ทิ้งท้ายด้วยของกิน...ที่นี่ร้านอร่อยๆ เยอะเลยค่ะ ทั้งกาแฟ เค้ก อาหาร


Tips เล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับเลือกที่นั่งบนเครื่องบิน

  1. หากเดินทาง 6 ชม. ขึ้นไป และลูกอยู่ในวัย 1-3 เดือน แนะนำให้จองแบบมี bassinet เพราะวัยนี้ยังนอนเป็นส่วนมาก จะพาลงนอนง่ายกว่าค่ะ

  2. หากเดินทางในช่วงวัย 4-9 เดือน และลูกไม่ชอบนอนที่แคบๆ แนะนำว่าให้อุ้มนอน หรือถ้าโชคดีมีที่เหลือ ที่สามารถเว้นว่างไว้ได้ ก็จะดีเลยค่ะ เพราะวัยนี้จะเริ่มโวยวาย และเด็กลางคนจะมีการพลิกตัวไป การให้เขานอน bassinet เด็กบางคนจะไม่ชอบการโดนล็อคตัวและนอนแบบนั้นค่ะ

  3. แนะนำให้ดู seat guru ก่อนที่จะจองที่นั่ง ตอนแรกจ๋าเองก็คิดว่าไม่เป็นไร เราเดินทางบ่อย นั่งตรงไหนก็ได้ แต่เอาเข้าจริงการศึกษาแผนผังที่นั่งของ flight นั้นมันมีประโยชน์จริงๆค่ะ


การเดินทางพร้อมกับลูก เราจะได้เห็นพัฒนาการที่ชัดเจนมาก และจะผูกพันกันในครอบครัวมากขึ้นทุกครั้งเลย เพราะเราต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกันไป ทำให้เราสนิทกัน และลูกได้เรียนรู้อะไรที่หลากหลายมากกว่าการที่อยู่บ้านอย่างเดียวแน่นอนค่ะ หากใครที่กำลังจะพาลูกเดินทางไกล และเที่ยวระยะยาว มาแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ :)

167 views0 comments
  • White Facebook Icon
  • White Instagram Icon

© 2019 by Travel with Vidya | Proudly sponsored by GROOV