Search

พาลูกเดินทางไป Hong Kong ในช่วงวัย 10-11 เดือน

Updated: Jan 24, 2019


ทริปนี้เป็นทริปแรกของปี 2019 ของครอบครัวเลยค่ะ เดินทางไปฮ่องกงเพื่อทำการเปิดธุรกิจเป็นหลัก และเที่ยวนิดหน่อยในฮ่องกง และไปเที่ยวเต็มๆเลยคือที่มาเก๊าค่ะ

การเดินทางครั้งนี้ ลูกอายุ 10เดือนย่าง 11 เดือน และมานับๆดู เราพาลูกเดินทางไปกับเราทั้งหมด 11 flights แล้ว! เฉลี่ยนเดือนละ 1 flight กันเลยทีเดียว เดินทางครั้งนี้ เราเลือกบินกับ Emirates แต่เลือกเป็น Business Class ทั้งไปและกลับค่ะ (เดี๋ยวจะมีพูดถึงรายละเอียดเกี่ยวกับ 2 flights นี้ในอีกบล็อคถัดไปค่ะ)

เด็กทารกวัย 10 เดือนนี้ อย่างที่รู้ๆกันค่ะ ว่าเขาจะไม่ค่อยอยู่นิ่งๆ ต้องหาอะไรหลอกล่อ เพื่อให้เขาได้ใช้สมาธิและอยู่นิ่งๆ เพื่อให้พ่อแม่อย่างเราๆได้หายใจหายคอกันบ้าง เราก็ลองทุกวิธีเลยค่ะ เริ่มจาก เล่นรีโมทบนเครื่องบิน เล่นอุปกรณ์ต่างๆที่พอจะจับๆเล่นๆได้ แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งต่างๆเหล่านั้นก็ไม่สามารถทำให้เด็กทารกอยู่นิ่งได้เกิน 15 นาทีเลยค่ะ แค่เครื่องยังไม่ทันขึ้น เราก็เอานาฬิกามาดูแล้วว่า เมื่อไหร่เครื่องจะออกเนี่ย! ฮ่าๆ


วัยนี้ซนมากๆเลยค่ะ มุดขึ้นมุดลง กว่าเครื่องจะออก พ่อแม่ก็หมดแรงพอดี ฮ่าๆๆ


เวลาผ่านไปเรื่อยๆ เครื่องบินก็ยังอ้อยอิ่งอยู่ที่รันเวย์ กว่าจะ take off กว่าสัญญาณเข็มขัดจะดับ OMG! แม่กับพ่อแทบขาดใจ เพราะเริ่มจะหมดมุก ไม่รู้จะหาอะไรให้เล่นแล้ว ฮ่าๆ จนกระทั่งถึงเวลาที่ลุกได้ ก็ปล่อยคลานเลยค่ะ แต่วิธีนี้ เราต้อง make sure ว่าลูกเราจะไม่รบกวนคนอื่นเด็ดขาด เพราะอย่างที่หลายๆคนชอบพูดว่า “ลูกเราไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน” ส่วนนึงเราต้อง respect คนอื่นด้วย แต่ข้อดีของการบิน Business เที่ยวนี้ค่อ มี Sky Lounge เป็นพื้นที่โล่ง ให้ลูกนั่งกินผลไม้เล่น และพบปะผู้คนอื่นๆด้วยค่ะ วิธีเราจะหายเหนื่อยขึ้นเลย


ถ่ายรูปเล่นไปก่อนค่ะ แก้เบื่อได้อยู่


วันนี้ที่นั่งของเราเป็น flat bed ทำให้มีที่นั่ง ที่เล่นให้ลูกมากกว่า economy class เยอะเลยค่ะ

แต่ทางเดินเข้าในแต่ละ seat ค่อนข้างลำบาก เพราะด้วยความที่ Emirates ออกแบบ Business Class บนเครื่อง A380 ค่อนข้าง private มากๆ ทำให้การเดินเข้าออก และต้องอุ้มลูกไปด้วย ค่อนข้างจะยากนิดนึง

บนเครื่อง A380 ของ Emirates นั้นมี Sky Lounge อยู่ด้วย ยิ่งทำให้เราสามารถพาลูกไปเดินเล่น ดูโน้นนี่ได้มากขึ้น ทำให้เรา relax กันสุดๆ

ถึงเวลาอาหารของพ่อแม่ ต้องสลับกันมาค่ะ ฮ่าๆ

หูฟังก็เล่นได้ค่ะ อะไรที่แปลกๆ เล่นได้หมดเลย (แต่ต้องไม่อันตรายต่อตัวเองและคนรอบข้าง)

2 ชม.ผ่านไป เหมือนจะเร็วนะคะ แต่ถ้าเด็กวัยนี้จะรู้สึกนานมาก เพราะต้องหาของใหม่ๆให้เขาตลอด


มา Hong Kong ครั้งนี้ เราเลือกพักที่ Regal Airport Hotel เพราะมาทำงานเป็นหลัก และต้องการจะข้ามไปมาเก๊าด้วยรถบัส ซึ่งสถานีรถบัส อยู่ใกล้ๆกับสนามบินมากๆ การมาครั้งนี้เลยเลือกวิธีนี้ค่ะ (แต่ครั้งหน้าคงพักในเมืองแล้วแหละ)


ตอนจองโรงแรม สามีเลือกจองแบบ upgrade ให้สามารถเข้า executive lounge ได้ เพราะเราต้องทำงานกันด้วย และใน lounge จะมีของกินตลอด แต่พอไปถึงผิดคาดอย่างแรง เราไม่รู้กันมาก่อนว่า lounge ไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีเข้าไป! ตอนนั้นรู้สึก อ้าวเห้ย! ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หว่า...ก็อ่ะ ไม่เป็นไร คิดเสียว่าเป็นความผิดเราเองที่ไม่ได้หาข้อมูล แต่อีกใจนึงก็รู้สึกว่า โรงแรมนี้ไม่ได้ออกแบบให้ family things เลยนิหว่า เลยต้องใช้วิธีสลับกันไปกิน ไปนั่ง วันละนิดๆหน่อย เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าเสียเงินไปเฉยๆ


วันแรกไปถึงก็ยังไม่ได้ไปไหน แค่ออกไปซื้ออาหารที่ร้านอาหารในสนามบินมากินที่ห้องพักแบบง่ายๆ สบายๆ และลูกช่วงนั้นก็ enjoy กับการหัดเดินมากๆ ชนิดที่ว่า ไม่มีการนั่งเล่นเฉยๆเลย จะยืนตลอด และเกาะเตียงเดินไปมา ล้มบ้าง ชนบ้าง ก็คอยระวังไม่ให้ชนแรงๆ ล้มแรงๆ แต่ที่เหลือ เราก็ปล่อยให้เขาฝึก และเขาก็ดูสนุกมากๆ


วันต่อมาก็รู้สึกว่า มาทั้งทีต้องไปลองกิน bubble tea เลยไปลองถามเพื่อนๆใน IG Stories เล่นๆว่าร้านไหนควรจะไปลอง ก็ได้คำตอบว่าไปร้าน Tiger Sugar เลยหอบลูกขึ้นรถบัสฟรีเข้าเมืองจาก Regal Airport ไป Regal Hong Kong และเดินต่อไปอีกประมาณ 6 นาทีก็ถึงร้านค่ะ


ไปถึงคิวยาวมาก คนเยอะมาก ยืนกันเต็มหน้าร้าน ตอนนั้นลูกก็เหมือนจะไม่ให้ความร่วมมือเท่าไหร่ เลยต้องเอามาแบกไว้บนเป้อุ้ม แต่การอุ้มเด็กวัยนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย หนักมากๆ แต่ข้อดีของเด็กวัยนี้ก็คือจะไม่ค่อยให้เราอุ้มนานๆอยู่ดี สักพักก็ต้องปล่อยหาที่ให้เขาลงไปเล่นเอง


คนเยอะมาก และลูกเริ่มจะไม่อยากรอด้วยแล้ว ฮ่าๆ

ยืนรอไม่กี่อึดใจก็ได้มา อร่อยจริงๆค่ะ หอมชา หอม bubble รสชาติกลมกล่อมมากๆ คุ้มค่าที่แบกลูกมาจริงๆ


หลังจากนั้นเราก็ทำงาน นั่งๆนอนๆไปอีก 1 วัน จนวันถัดมาไปซื้อรถเข็นแถว Lee Gardens Two ชื่อร้าน Mothercare HK สมใจอยากมากๆ (บล็อคก่อนหน้านี้ได้เขียนถึงเทคนิคการเลือกรถเข็นไว้ค่ะ) และออกไปหาของชอบทานกันข้างนอกบ้างนิดๆหน่อยๆ


อย่างเมนูนี้ เป็นเมนูโปรดของเราเลย กินครั้งแรกที่ Christchurch,NZ รู้สึกถูกใจมาก หลังจากนั้นเวลาไปฮ่องกงทีไร ก็ต้องหาเมนูนี้ทานตลอด


สรุปแล้วการมาฮ่องกงครั้งนี้ จะต่างจากก่อนๆที่เคยมาก็ตรงที่มีลูกมาด้วย และมีความเป็น business trip สะส่วนใหญ่ เลยไม่ได้แพลนว่าจะไปเที่ยวไหนมากมาย นอกจากไปซื้อรถเข็น อีกอย่างที่สัมผัสได้จากที่นี่คือ ความเป็น baby friendly ของที่นี่สู้ที่ ญี่ปุ่น กับ นิวซีแลนด์ไม่ค่อยได้ อย่างตามห้างใหญ่ๆ ยังพอมีห้องให้นมอยู่บ้าง แต่ก็ต้องฝ่าผู้คนขึ้นไป แต่ถ้าห้างเล็กๆ หรือบางแหล่งท่องเที่ยว แทบจะหาไม่ค่อยเจอเลยค่ะ และตามร้านอาหาร ไม่ค่อยมี high chair สำหรับเด็กเล็กเลยค่ะ เดาว่าเป็นเพราะพื้นที่มีจำกัดมาก และผู้คนในร้านอาหาร ส่วนมากจะเต็มตลอด และ turn over ค่อนข้างสูง ก็เลยไม่เอาเก้าอี้เด็กมาไว้ในร้านก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ถึงกับเลวร้ายเกินไปนัก พอรับได้


พาเดินทางด้วยช่วงวัย 10-11 เดือน นี่น่าจะเป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุดละ เพราะเป็นวัยที่อยากเดิน แต่ก็เดินไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมให้อุ้มนานๆ บางทีก็สไลด์ตัวเองเพื่อให้หลุดจากเรา พร้อมกับโวยวาย แต่ในบางสถานการณ์เราก็ต้องฝืนอุ้มไว้ ก็พยายามบอกลูกว่า “ก็อยากปล่อยลงไปคลาน ไปหัดเดิน แต่หนูจะลงไปคลาน ไปหัดเดินทุกที่ไม่ได้ลูกกกก 🤦🏻‍♀️”


แต่ถึงอย่างนั้น ก็เป็นวัยที่เที่ยวด้วยสนุกที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ยิ้มเก่งมากๆ หัวเราะเสียงดังมากๆ


และก็ถึงเวลาไปมาเก๊าด้วยรถบัส บนสะพานที่ยาววววววมาก เดี๋ยวมาเล่าระหว่างทางที่พาลูกขึ้นรถบัสข้ามประเทศใน blog ถัดไปนะคะ


#travelwithvidya #HongKong #FirstTripOf2019 #เลี้ยงลูกนอกบ้าน #เปลี่ยนที่เลี้ยงลูก

172 views0 comments