Search

First week as an Uber EATS driver - สัปดาห์แรกของการขับ Uber EATS ในนิวซีแลนด์ (ฉบับพาลูกไปด้วย)

หลังจากที่ย้ายกลับมาอยู่ได้เกือบปี รู้สึกว่าคงตัองหาอะไรทำ แต่มีข้อจำกัดคือ ต้องเลี้ยงลูกได้ด้วย และมีเวลาให้ลูกมากที่สุด ก็เลยมาจบที่งานนี้ เพราะสำคัญที่สุดคือ “เราเลือกเวลาทำงานได้เอง” โดยที่ไม่ต้องวุ่นวายอะไร แต่...งานมันไม่ง่ายอย่างนั้นนะ 😂

เริ่มจากการสมัคร - Uber EATS, NZ ต้องการเอกสารสำคัญไม่กี่อย่าง แต่ว่าแต่ละอย่างมันสำคัญมาก ใบขับขี่ต้องเป็น full license, Right to work, Background check (เสียเงิน $35), Warrant of fitness ของรถ, รถต้องไม่เก่ากว่าปี1990 และสำคัญสุดคือ insurance อย่างต่ำคือ policy แบบ comprehensive หรือ third-party ก็ได้...แต่

ประเด็นมันอยู่ตรง insurance บริษัทประกันของที่นี่ คือถ้าเอารถไปขับในรูปแบบของ “business” ต้องทำประกันแบบbusiness ถึงจะคุ้มครองเรา — สมมติว่า ทำประกันแบบ individual ไป แต่พอใช้งานจริงคือเอาไปขับ Uber และถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ประกันรู้ว่า เฮ้ยมึงเอาไปขับหาเงินนิหว่า...ประกันจะไม่ cover ตรงนั้น ที่พีคกว่าคือ Uber ไม่บอก แต่เขียนในรายละเอียดว่า ถ้าอยากรู้รายละเอียด ให้ไปถามบริษัทประกันเองนะฮะ ตอบแบบปัดๆไป — อะไรแบบนี้

2 สัปดาห์ผ่านไป Uber ก็จัดการ approve ให้...


หลังจากที่ approve แล้ว ก็ต้องทำการ activate account อีกที ด้วยการสแกนใบหน้าจากกล้องหน้า ตรงนี้ทำเอาไว้ป้องกันการ “share account” ซึ่งผิดกฎของ Uber ตรงนี้คือฉลาดมาก คล้ายๆกับ FaceID ของ iPhone แต่ว่า verify ช้ากว่าหน่อย


ขั้นตอนเยอะมาก กว่าจะได้ขับ! 😒

ถ้าดูจากกราฟ วันจันทร์คือวันที่ Uber ส่งข้อความมาบอกว่า approved! ช่วงเย็นประมาณ 5 โมง เลยออกไปลองดูเล่นๆในวันนั้นเลย วันนั้นไปลองขับด้วยการ ขับไปแหล่งร้านอาหารที่เราเป็นประจำก่อน วันแรกรอเกือบ 20 นาทีถึงจะได้order แรก สรุปวันแรกขับไปแค่ 2 รอบ — ก็เลยค้นพบว่า งานแบบนี้มันต้องอาศัยความต่อเนื่อง มันถึงจะทำเงินระหว่างรอเลยนึกถึงคนที่เคยโพสเล่า ว่าพ่อต้องไปขับ grab และรอ 8ชม. เลย

ด้วยความที่ Christchurch มีคนเยอะอันดับต้นๆของประเทศก็จริง แต่ไม่ได้เยอะมาก ขนาดที่ว่าได้รัวๆขนาดนั้น มันต้องรอ และรู้แหล่งที่ไปรอ หรือขับผ่าน — วันนั้นจบด้วยความรู้สึกที่ เฮ้ย พรุ่งนี้ต้องมี strategy ในการขับละ 555 😂

ด้านบนคือการได้ packed order หมายถึงว่าเราต้องไปส่งมากกว่า 1 คน แต่ทริปนี้ที่โชคดี จุดหมายที่ไปส่งใกล้กันมาก 😅


ระหว่างขับ ช่วงแรกๆ ต้องใช้ประสาทสัมผัสเยอะมาก ทั้งดูแอพเวลามีเตือนให้ไปรับ ไหนจะหาทางไปร้านอาหาร บางร้านที่จอดรถไม่มี ต้องหา drop off zone ไหนจะหาทางไปส่งให้ลูกค้า บางบ้านก็ไม่มีบ้านเลขที่ชัดๆ บางบ้านก็ไม่มีประตู...ใช่ค่ะ บ้านที่นี่บางบ้านไม่มีประตูจริงๆ และบอกแค่ว่า leave at door บางทีเราก็ไม่รู้จริงๆว่า door ไหน 555 บางบ้านก็มืดมาก ไม่มีไฟ! บางคนลูกค้าก็ละเอียดมาก พิมพ์ข้อความมาเยอะๆ และระบบแอพ คือมันจะอ่านออกเสียง และบางทีเสียงกันตีกันระหว่างข้อความกับแผนที่ โอ้ย! หลังๆใช้วิธีรีบส่งกลับไปว่า Ok, I got it. แล้วค่อยมาอ่านว่าเขาพิมพ์อะไรมา เพื่อให้แอพมันหยุดพูด 🤣

และส่วนมากจะพาลูกและสามีนั่งไปด้วย แรกๆลูกไม่ค่อยเข้าใจ ว่าแม่ทำอะไร ทำไมต้องขับไปโน้นไปนี่ แล้วทำไมเขาไม่ได้ลงไปเล่นสักที แต่ก็พยายามอธิบาย จนวันที่เขียนบล็อคนี้ เข้าสัปดาห์ที่ 2 ของการขับ ลูกดีขึ้นมาก เข้าใจมากขึ้น และไม่ค่อยกวนแล้ว เปลี่ยนเป็นนั่งหลับแทน

ที่เล่ามา สิ่งเหล่านั้นล้วนแต่ใช้ความชำนาญทั้งนั้น ทำไปสักพักก็จะชิน ใช้เวลาไม่นาน ส่วนผลประกอบการการก็ออกมาอย่างนี้แหละ มันคือการ “หาเช้ากินค่ำ” ที่แท้ทรู ถ้าขยันก็ได้เยอะ ถ้าขับนานๆก็ได้เยอะ อยู่ที่ว่าสะดวกทำแค่ไหน

ในกรอบด้านบนคือ Boost หมายถึงว่า ถ้าเราในช่วงเวลาที่มี Boost เราจะได้เงิน 1.1x

ช่วงปี 2012-2016 ทำงาน cafe ยืนทำกาแฟ ยืนทำไอติม gelato ถูพื้น ล้างจาน ใช้แรงงานมาตลอด จนกระทั่งกลับไทยไปทำงาน e-commerce ที่ต้องอยู่แต่กับหน้าจอ บวกกับเลี้ยงลูก 2 ปี ทำให้การกลับมาทำงานใช้แรงงานแบบนี้ เป็นความเหนื่อยที่ไม่ได้สัมผัสมานาน กลับบ้านสลบทุกวัน แต่ก็สนุกดี เพราะที่ผ่านมา เวลาไปต่างประเทศ ครอบครัวเราจะชอบสั่ง Uber EATS คือไปทุกประเทศ ก็สั่งมันทุกที่ (ถ้ามี) อยากรู้ว่าเขาทำกันยังไง พอได้มาทำเองก็เห็นภาพชัดมาก

เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ได้เจอเพื่อนร่วมอาชีพ ที่ส่วนมาก 80% เป็น migrants ทั้งนั้น (รวมถึงตัวเราเองด้วย) และพวกเขาหน้าตาอาจจะไม่ได้ยิ้มแย้ม แต่พวกเขาใจดี เวลาไปยืนรออาหารพร้อมๆกัน ก็จะมีคนมาถามไถ่ตลอด ว่าวันนี้เป็นยังไง ร้านนี้เอาอาหารตรงไหน บลาๆๆ

และภาพที่เห็นชัดขึ้นอีกอย่างคือ พวกธุรกิจร้านอาหารที่นี่ รวมถึงผังเมือง ย่านต่างๆในเมือง ก็ต่างกันไป ตึกตรงไหนเจ๊ง ตรงไหนยุ่ง ตรงไหนคนเยอะ/คนน้อย บ้านคน โซนไหนรวย โซนไหนบ้านสวย โซนไหนแออัด บางโซนก็ไกลชิบหาย บางโซนก็โอ้โห ไม่มีร้านอาหารเลย ออฟฟิศตรงไหนดี ตรงไหนเจ๊ง ตรงไหนปล่อยเช่า และเจอคนหลายๆแบบบางคนก็ใจดี ทักทาย ชวนคุย บางคนก็แบบกูหิว กูไม่สน กูจะแดกข้าว เอาอาหารมาให้เดี๋ยวนี้! และมึงหาบ้านเองด้วยนะ เพราะโทรไปกูจะไม่รับสาย!!! ...ก็นะ ร้อยพ่อ พันแม่ แต่ละคนก็แตกต่างกันไป ภาพรวมมันก็โอเค เพราะว่าพอส่งอาหารจบ มันก็จบกันไป ไม่ต้องเก็บมาคิด ไม่ต้องเจอกันอีก...อะไรแบบนี้ มันก็มันส์ดี

โซนที่มี highligh $1 ไว้ ตรงนั้นคือเป็นโซนที่คึกคักมาก และถ้าเราอยู่ในนั้นจะได้ extra $1 per trip ไปเลย บางวัน Uber ใจดีหน่อย ให้ $2 ก็มีค่ะ...แต่จากที่เห็นในรูป วันนั้นไปส่งไกลมากกก กว่าจะขับกลับหน้าแห้งเลยค่ะ 😅

แต่ถ้าอยู่ไทย คงไม่ทำ เพราะทนรถติดไม่ไหว อีกกี่สิบปีก็ทนรถติดเมืองไทยไม่ไหวจริงๆ ไม่มีทางชินกับมันได้เลย แค่คิดก็ปวดหัวละ

สุดท้าย คิดว่า “รถ” ที่เหมาะกับการขับส่งอาหาร/ส่งคน คือ รถไฟฟ้า เพราะมันต้อง ขับๆจอดๆ บางทีต้องหมุนกลับรถเร็วๆ EV คือทันใจ และไม่เหม็นควันค่ะ 😌


#nzlife #UberEATS

20 views0 comments